โคลิฟวิ่ง: 5 วิธีสร้างชีวิตที่ใช่ ประหยัดกว่าที่คิดในเมือ...

โคลิฟวิ่ง: 5 วิธีสร้างชีวิตที่ใช่ ประหยัดกว่าที่คิดในเมืองใหญ่

webmaster

코리빙 커뮤니티의 전환형 주거 모델 - A vibrant, modern co-living space common area in Bangkok, designed for young professionals and digit...

สวัสดีค่าทุกคนนน! วันนี้แพรมีเรื่องน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่กำลังมาแรงสุดๆ มาเล่าให้ฟังค่ะ เชื่อเลยว่าหลายคนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เนี่ย ต้องเคยปวดหัวกับเรื่องค่าเช่าที่แพงหูฉี่ หรือรู้สึกเหงาๆ อยากมีเพื่อนใหม่ๆ บ้างใช่ไหมคะ?

แพรเองก็เคยเจอโมเมนต์แบบนั้นบ่อยมากเลยจนบางทีก็ท้อใจกับการหาที่พักที่ใช่ในราคาที่โดนใจมากๆแต่เดี๋ยวนี้มีตัวช่วยดีๆ ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างเราสุดๆ นั่นก็คือ ‘Co-living Community’ ค่ะ!

มันไม่ใช่แค่การหาห้องเช่าธรรมดานะ แต่มันคือการได้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อการแบ่งปันและสร้างคอมมูนิตี้จริงๆ แถมยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้ อะไรที่ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าเราได้ก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อนเลยเนอะจากที่แพรได้สัมผัสและศึกษามา Co-living ไม่ได้ให้แค่ที่ซุกหัวนอนนะ แต่มันให้มากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ ทั้งความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ไม่ต้องผูกมัดนานๆ เหมือนเช่าคอนโดทั่วไป แถมยังมีพื้นที่ส่วนกลางเจ๋งๆ ให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ จากหลากหลายวงการ ได้แลกเปลี่ยนความคิด แชร์ประสบการณ์กันตลอด รู้สึกไม่โดดเดี่ยวเลยสักนิด แถมยังได้แรงบันดาลใจดีๆ เพียบเลยยิ่งยุคนี้ที่คนทำงานอิสระ หรือ Digital Nomad ที่ชอบท่องเที่ยวทำงานไปด้วยกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นไอเดีย และมีคนคอยซัพพอร์ต ก็เป็นอะไรที่ priceless มากๆ เลยเนอะ ไม่ต้องกลัวเหงาอีกต่อไปแล้วค่ะ แถมยังได้คอนเนกชันดีๆ กลับมาอีกด้วยนะบอกเลยว่า Co-living ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันกำลังจะกลายเป็นอนาคตของการอยู่อาศัยในเมืองใหญ่เลยทีเดียวค่ะ ใครที่อยากใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพ มีสังคมดีๆ ในราคาที่จับต้องได้ ห้ามพลาดเด็ดขาดเลยนะคะ ถ้าอยากรู้แล้วว่า Co-living Community มีดีอะไรอีกบ้าง และทำไมถึงเป็นเทรนด์ฮอตปรอทแตกที่ทุกคนควรลอง มาติดตามอ่านรายละเอียดพร้อมเคล็ดลับดีๆ ที่แพรรวบรวมมาให้แบบจัดเต็มกันในบทความนี้เลยค่ะ!

รับรองว่าอ่านจบแล้วจะต้องร้องว้าวแน่นอนค่ะ

ปลดล็อกอิสระทางการเงิน: ทำไม Co-living ถึงตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ยุคนี้

코리빙 커뮤니티의 전환형 주거 모델 - A vibrant, modern co-living space common area in Bangkok, designed for young professionals and digit...

ใครๆ ก็รู้ว่าค่าครองชีพในกรุงเทพฯ พุ่งทะยานไปไกลลิบ โดยเฉพาะค่าเช่าที่พักอาศัยนี่แหละที่ชอบทำให้เราปาดเหงื่อบ่อยๆ เลยใช่ไหมคะ แพรเองก็เคยผ่านจุดที่ต้องเลือกระหว่างห้องดีๆ ที่เดินทางสะดวกแต่ราคาแพงหูฉี่ กับห้องถูกๆ ที่ต้องเดินทางไกลเสียเวลาชีวิตไปเยอะมากจนท้อใจกับการหาที่พักที่ใช่มานักต่อนักแล้วค่ะ แต่พอได้มาลองสัมผัสกับ Co-living Community จริงๆ แพรก็เข้าใจเลยว่านี่แหละคือทางออกสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นและอยากลดภาระค่าใช้จ่ายอย่างเราๆ เพราะ Co-living ไม่ได้เป็นแค่การหาห้องเช่าทั่วไป แต่มันคือการที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อการแบ่งปันทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายรายเดือนต่างๆ ที่มักจะรวมมาในบิลเดียว ทำให้เราไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการแยกบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปแล้วค่ะ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีแบบนี้ อะไรที่ช่วยให้เราประหยัดเงินในกระเป๋าได้เยอะๆ ก็ต้องรีบคว้าไว้ก่อนเลยเนอะ การได้อยู่ใน Co-living ทำให้เรารู้สึกว่าการมีชีวิตในเมืองหลวงไม่ได้ยากหรือโดดเดี่ยวอีกต่อไป แถมยังได้เพื่อนใหม่ๆ ได้แรงบันดาลใจดีๆ กลับมาอีกเพียบเลยค่ะ มันคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในแบบที่เราสามารถจับต้องได้จริงๆ แพรคอนเฟิร์มเลยค่ะ!

พื้นที่ส่วนตัวที่ยืดหยุ่น ไม่ต้องแบกรับภาระระยะยาว

หนึ่งในสิ่งที่แพรชอบที่สุดของ Co-living ก็คือความยืดหยุ่นในการทำสัญญาเช่านี่แหละค่ะ ปกติถ้าเราเช่าคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไป ก็ต้องมีสัญญาเช่าขั้นต่ำ 6 เดือนถึง 1 ปี ทำให้บางทีเราก็รู้สึกผูกมัดเกินไป ถ้าเกิดมีเหตุให้ต้องย้ายงานหรือเปลี่ยนที่อยู่กระทันหันก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยากเลยใช่ไหมคะ แต่ Co-living มักจะมีสัญญาเช่าที่หลากหลายกว่า บางที่ก็ให้เช่าได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือนก็มี เหมาะมากๆ สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่ไหนนานๆ หรือพวก Digital Nomad ที่ชอบท่องเที่ยวไปทำงานไปแบบแพรนี่แหละค่ะ เราสามารถเปลี่ยนที่อยู่ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการผิดสัญญาเช่า แถมยังไม่ต้องมานั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์เองให้วุ่นวาย เพราะทุกอย่างมีให้พร้อมหมดแล้วในห้องส่วนตัวของเราและพื้นที่ส่วนกลาง มันช่วยให้ชีวิตเราคล่องตัวขึ้นเยอะมากจริงๆ ค่ะ ได้ใช้ชีวิตอิสระแบบที่ใจต้องการ ไม่ต้องมีอะไรมาผูกมัดให้หนักใจเลย

ค่าใช้จ่ายรวมจบในที่เดียว สบายกระเป๋ากว่าที่คิด

เรื่องค่าใช้จ่ายนี่แหละค่ะที่ทำให้หลายๆ คนหันมามอง Co-living เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่าค่าครองชีพในกรุงเทพฯ สูงขึ้นทุกวัน ค่าเช่าคอนโดเดี่ยวๆ ในทำเลดีๆ นี่แพงจนบางทีก็ท้อใจนะ แถมยังต้องมาเจอค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าส่วนกลาง จิปาถะอีกเยอะแยะไปหมด แต่พอเป็น Co-living ค่าใช้จ่ายหลายๆ อย่างจะถูกรวมอยู่ในค่าเช่ารายเดือนหมดแล้ว ทำให้เราสามารถบริหารจัดการเงินได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมานั่งคิดคำนวณแยกยิบย่อย แถมบางทีการแชร์พื้นที่ส่วนกลาง อย่างห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ต่างๆ ก็ช่วยลดภาระการซื้อของเข้าบ้านไปได้เยอะมากเลยนะคะ แพรเคยลองคำนวณดูแล้ว บางเดือนประหยัดไปได้หลายพันบาทเลยนะ เรียกว่าคุ้มค่ากว่าการเช่าอยู่คนเดียวเยอะจริงๆ ค่ะ

สร้าง Connection ไม่รู้จบ: มากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย

สิ่งที่แพรประทับใจมากๆ และรู้สึกว่า Co-living ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนโสดหรือคนที่ย้ายเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่มากๆ ก็คือเรื่องของ “คอมมูนิตี้” นี่แหละค่ะ ตอนแรกแพรก็คิดว่าแค่มีห้องส่วนตัวก็พอแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเท่าไหร่ แต่พอได้มาอยู่จริง ๆ มันไม่ใช่แค่การมีเพื่อนร่วมบ้านนะคะ แต่มันคือการได้เจอคนที่มีความสนใจคล้ายๆ กัน มีอาชีพที่หลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แชร์ประสบการณ์ต่างๆ กันอยู่ตลอดเวลา บางทีได้คอนเนกชันใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดในเรื่องงานหรือธุรกิจก็มีมาแล้ว ผู้ให้บริการ Co-living หลายๆ ที่เขาก็จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คนในคอมมูนิตี้ได้มาทำความรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้เล็กๆ เวิร์กช็อป หรือแม้กระทั่งทริปท่องเที่ยวสั้นๆ ทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลยค่ะ เหมือนมีครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งที่เราเลือกเองได้ เป็น “Chosen Family” ของเรา มันให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แถมยังได้แรงบันดาลใจดีๆ กลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตได้อีกเยอะเลย แพรสัมผัสได้จริงๆ ว่าการได้อยู่ท่ามกลางคนที่มีพลังบวก มันช่วยให้เราเติบโตไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นค่ะ

พบเจอเพื่อนใหม่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ใน Co-living ที่แพรเคยไปอยู่มา มีเพื่อนร่วมบ้านมาจากหลายประเทศ หลายวัฒนธรรมมากๆ เลยค่ะ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา อย่างบางคนเป็น Digital Nomad จากยุโรป บางคนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากเอเชีย ทำให้เราได้ฝึกภาษา ได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ได้ลองทำอาหารของชาติอื่น ได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากการเช่าคอนโดอยู่คนเดียวเลยนะคะ การได้พูดคุยกับคนเหล่านี้ทำให้แพรรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่แค่ในฟองสบู่ของตัวเองอีกต่อไป แต่มันคือการที่เราได้เชื่อมโยงกับโลกภายนอกอย่างแท้จริง และมันเป็นอะไรที่มีค่ามากๆ เลยค่ะ ยิ่งในยุคที่เราต้องปรับตัวอยู่เสมอ การมีเพื่อนจากหลากหลายแบ็กกราวด์ก็ช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นด้วยค่ะ

กิจกรรมส่วนกลางเติมเต็มชีวิต ไม่เคยเหงา

พื้นที่ส่วนกลางของ Co-living ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สำหรับใช้ร่วมกันเท่านั้นนะคะ แต่มันคือศูนย์รวมของกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตเราได้เยอะมาก ลองนึกภาพดูสิคะว่าหลังเลิกงาน แทนที่จะกลับห้องไปนั่งดูซีรีส์คนเดียว เราสามารถลงมาใช้ Co-working space เพื่อนั่งทำงานต่อ หรือจะไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสส่วนกลาง หรือจะไปผ่อนคลายที่ Sky Lounge ก็ยังได้ บางที่ยังมีห้องครัวส่วนกลางที่กว้างขวางให้เราได้โชว์ฝีมือทำอาหาร หรือจะชวนเพื่อนๆ มาทำอาหารกินด้วยกันก็สนุกไปอีกแบบ แถมบาง Co-living ยังมีพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ห้องดูหนัง ห้องเล่นเกม หรือแม้กระทั่งจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวเล็กๆ ก็ได้ แพรจำได้ว่าตอนที่แพรอยู่ Co-living แห่งหนึ่ง มีกิจกรรมสอนทำอาหารไทยให้เพื่อนชาวต่างชาติด้วย สนุกมากๆ เลยค่ะ มันทำให้ชีวิตเรามีสีสัน ไม่น่าเบื่อ ไม่เหงาเลยจริงๆ ค่ะ

Advertisement

ความสะดวกสบายครบวงจร: ชีวิตในเมืองที่ง่ายกว่าที่เคย

การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ บางทีก็มีเรื่องจุกจิกให้เราต้องจัดการเยอะแยะไปหมดเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำความสะอาด การดูแลซ่อมบำรุงห้องพัก หรือแม้กระทั่งการจัดการบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่พอมาอยู่ Co-living แพรบอกเลยว่าชีวิตมันง่ายขึ้นเยอะมากๆ ค่ะ เพราะผู้ให้บริการ Co-living ส่วนใหญ่เขามักจะมีบริการแบบครบวงจรเหมือนโรงแรมเลย ไม่ว่าจะเป็นบริการทำความสะอาดห้องพักส่วนกลาง หรือบางที่ก็ทำความสะอาดห้องส่วนตัวให้ด้วย แถมยังมีทีมช่างคอยดูแลซ่อมบำรุงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีอะไรเสียก็แค่แจ้งไป ไม่ต้องมานั่งหาช่างเองให้ยุ่งยากเหมือนตอนเช่าคอนโดทั่วไปเลยค่ะ มันช่วยลดภาระและความกังวลในเรื่องหยุมหยิมต่างๆ ไปได้เยอะมาก ทำให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวที่เราสนใจได้เต็มที่ แพรชอบตรงนี้มากๆ เลยค่ะ รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องกังวลอะไรเลยจริงๆ

บริการดูแลห้องพักแบบมืออาชีพ

ใครที่เคยเช่าคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์เองคงจะเข้าใจดีว่าเรื่องการทำความสะอาดห้องนี่แหละเป็นปัญหาใหญ่ บางทีเหนื่อยจากงานก็อยากพักผ่อนแล้ว แต่ก็ต้องมานั่งทำความสะอาดห้องอีก หรือถ้าจะจ้างแม่บ้านก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มใช่ไหมคะ แต่ใน Co-living หลายๆ ที่เขามีบริการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นประจำอยู่แล้ว บางที่ก็มีบริการทำความสะอาดห้องส่วนตัวให้ด้วย แถมยังมีการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ด้วยนะ คือดีงามมากๆ เลยค่ะ ทำให้เราได้อยู่ห้องที่สะอาดและเป็นระเบียบอยู่เสมอ ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องทำความสะอาดเองเลย แพรเคยเจอประสบการณ์ที่ห้องพักสะอาดอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายมากๆ ค่ะ มันเหมือนกับการได้พักอยู่ในโรงแรมดีๆ เลย แต่ได้ฟีลลิ่งเหมือนอยู่บ้านจริงๆ

สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

นอกจากห้องส่วนตัวแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวกใน Co-living นี่แหละค่ะที่ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นเป็นกอง ตั้งแต่ฟิตเนสที่เปิดให้ใช้ได้ตลอดเวลา ห้องซักรีดที่ทันสมัยไม่ต้องรอคิวนาน ไปจนถึงพื้นที่ Co-working Space ที่มีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เครื่องปริ้นเตอร์ ห้องประชุม ทำให้เราสามารถทำงานได้สะดวกสบายไม่ว่าจะ Work From Home หรือต้องประชุมออนไลน์ บางที่ยังมีมุมกาแฟ มุมพักผ่อนหย่อนใจ หรือแม้กระทั่งสระว่ายน้ำให้เราได้ผ่อนคลายอีกด้วยนะ คือเรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่เราต้องการอยู่ในที่เดียวเลยค่ะ แพรเคยไปอยู่ Co-living ที่มีห้องดูหนังส่วนตัวด้วยนะ คือดีมากๆ เลยค่ะ อยากดูหนังตอนไหนก็เดินไปดูได้เลย ไม่ต้องออกไปข้างนอกให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม มันช่วยให้ชีวิตเรามีคุณภาพมากขึ้นจริงๆ ค่ะ

Co-living กับการลงทุนในตัวเอง: พัฒนาศักยภาพไร้ขีดจำกัด

หลายคนอาจจะมองว่า Co-living เป็นแค่ที่พัก แต่สำหรับแพรแล้ว มันคือการลงทุนในตัวเองอย่างหนึ่งเลยนะคะ เพราะการที่เราได้มาอยู่ท่ามกลางคนที่มีความหลากหลาย มีอาชีพที่แตกต่างกัน มีความคิดสร้างสรรค์ที่เต็มเปี่ยม มันช่วยกระตุ้นให้เราอยากพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ อย่างตอนที่แพรอยู่ Co-living แพรได้เจอเพื่อนที่เป็น Graphic Designer บางคนเป็น Digital Marketer ทำให้แพรได้เรียนรู้เคล็ดลับและเทคนิคใหม่ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับงานบล็อกของแพรได้จริง เราได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และบางทีก็มีการต่อยอดเป็นโปรเจกต์ใหม่ๆ ร่วมกันอีกด้วยนะ มันเหมือนกับการได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโตตลอดเวลาเลยค่ะ แพรเชื่อว่าการที่เราได้เปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้จากพวกเขา มันคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งเลยค่ะ

แรงบันดาลใจจากเพื่อนร่วมทาง

บางทีการได้เห็นเพื่อนร่วม Co-living ที่กำลังตั้งใจทำงาน หรือกำลังพยายามพัฒนาสกิลใหม่ๆ มันก็เป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ให้กับตัวเองบ้างเหมือนกันนะคะ แพรจำได้ว่าเคยมีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นนักเขียนอิสระ เขามีวินัยมากๆ เลยค่ะ ทุกเช้าจะเห็นเขานั่งทำงานอยู่ใน Co-working Space อย่างตั้งใจ ทำให้แพรได้แรงบันดาลใจและรู้สึกว่าตัวเองก็ต้องขยันให้ได้อย่างเขาบ้าง การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนคิดบวกและมุ่งมั่น มันช่วยผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องงานนะคะ เรื่องไลฟ์สไตล์ก็ด้วย บางคนเป็นสายรักสุขภาพ ชวนกันไปวิ่งออกกำลังกาย หรือชวนกันทำอาหารคลีนกิน ก็ช่วยให้แพรมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้เยอะเลยค่ะ

เวิร์คช็อปและสัมมนาต่อยอดความรู้

ผู้ให้บริการ Co-living หลายๆ ที่ เขามักจะมีการจัดเวิร์คช็อปหรือสัมมนาเล็กๆ เพื่อให้คนในคอมมูนิตี้ได้มาเรียนรู้และต่อยอดความรู้กันนะคะ อย่างแพรเคยเข้าร่วมเวิร์คช็อปสอนทำคอนเทนต์สำหรับบล็อกเกอร์ หรือสัมมนาเกี่ยวกับ Digital Marketing ที่จัดขึ้นใน Co-living ที่แพรอยู่ด้วยนะ คือดีมากๆ เลยค่ะ เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังได้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงอีกด้วย บางทีก็ได้ไอเดียใหม่ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับงานของตัวเองได้ทันทีเลยค่ะ มันช่วยให้เราไม่หยุดนิ่งในการเรียนรู้ และได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นการลงทุนในความรู้และทักษะที่คุ้มค่ามากๆ เลยนะคะ แพรอยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัสประสบการณ์แบบนี้จริงๆ ค่ะ

Advertisement

Co-living ทางเลือกที่ใช่สำหรับคนโสดและ Digital Nomad

ถ้าพูดถึง Co-living แพรว่ามันเหมาะกับคนสองกลุ่มนี้มากที่สุดเลยค่ะ คือกลุ่มคนโสดที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานในเมืองใหญ่ และกลุ่ม Digital Nomad ที่ชอบเดินทางไปทำงานไป เพราะทั้งสองกลุ่มนี้มีความต้องการที่คล้ายกันคือเรื่องของความยืดหยุ่น การลดภาระค่าใช้จ่าย และการมีสังคมที่ดี อย่างคนโสดที่เพิ่งย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ อาจจะยังไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักมากนัก การได้มาอยู่ Co-living ก็เหมือนกับการได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้สร้าง Connection ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้ไม่รู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว ส่วน Digital Nomad ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่พักระยะสั้นที่หายากและแพง Co-living มีสัญญาเช่าที่ยืดหยุ่นกว่า แถมยังมี Co-working Space ให้ทำงานได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย แพรเองก็เป็นหนึ่งใน Digital Nomad ที่เคยได้ประโยชน์จาก Co-living มาแล้วหลายครั้งเลยค่ะ มันทำให้ชีวิตการเดินทางและทำงานของแพรราบรื่นและสนุกมากขึ้นเยอะเลย

คนโสดในเมืองใหญ่: ไม่เหงาอีกต่อไป

สำหรับคนโสดที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ บางทีก็อดรู้สึกเหงาๆ ไม่ได้ใช่ไหมคะ โดยเฉพาะเวลาที่กลับมาถึงห้องหลังเลิกงาน แล้วก็ต้องอยู่คนเดียวเงียบๆ แพรเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยค่ะ แต่พอได้มาอยู่ Co-living แพรบอกเลยว่าความเหงาหายไปเลยค่ะ เพราะเรามีเพื่อนๆ อยู่รอบข้างตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง หรือแม้กระทั่งเดินสวนกันที่โถงทางเดิน เราก็สามารถทักทายพูดคุยกันได้ มันเหมือนกับการได้อยู่บ้านที่มีเพื่อนร่วมบ้านคอยดูแลและเป็นห่วงเป็นใยกันตลอดเวลา บางทีเราอยากมีคนคุยด้วย อยากแชร์เรื่องราวในแต่ละวัน ก็มีเพื่อนๆ คอยรับฟังและให้กำลังใจเสมอ มันทำให้ชีวิตคนโสดในเมืองใหญ่มีสีสันและไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปค่ะ

Digital Nomad: ทำงานที่ไหนก็ได้ มีสังคมดีๆ รออยู่

코리빙 커뮤니티의 전환형 주거 모델 - A joyful and inclusive social gathering taking place in a beautifully designed rooftop lounge of a c...

สำหรับ Digital Nomad อย่างแพร การได้ทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกคือความฝันเลยค่ะ แต่บางทีการเดินทางไปอยู่เมืองใหม่ๆ การหาที่พักที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการทำงานและไลฟ์สไตล์ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย Co-living นี่แหละค่ะที่มาเป็นคำตอบที่ดีมากๆ เพราะนอกจากจะมีสัญญาเช่าที่ยืดหยุ่นแล้ว ยังมี Co-working Space ที่มีอุปกรณ์ครบครันให้เราได้ทำงานได้อย่างราบรื่น แถมยังมีเพื่อนร่วม Co-living ที่เป็น Digital Nomad เหมือนกัน ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน การเดินทาง หรือแม้กระทั่งได้ไอเดียใหม่ๆ ในการทำธุรกิจอีกด้วย แพรเคยไปอยู่ Co-living ที่เชียงใหม่ มี Digital Nomad จากทั่วโลกมาอยู่รวมกัน ทำให้แพรได้เจอ Connection ใหม่ๆ ที่ต่อยอดไปสู่โอกาสดีๆ ในชีวิตได้จริงๆ ค่ะ มันคือการใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance ที่แท้จริงเลยค่ะ

ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือก Co-living

แม้ว่า Co-living จะมีข้อดีมากมายที่แพรเล่ามาให้ฟัง แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่จริงๆ ก็มีบางเรื่องที่เราต้องพิจารณาให้ดีก่อนนะคะ เพื่อให้เราได้ Co-living ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของเรามากที่สุดค่ะ เพราะแต่ละที่ก็มีกฎระเบียบและบรรยากาศที่แตกต่างกันไป อย่างแรกเลยคือเรื่องของความเป็นส่วนตัวค่ะ ถึงแม้ว่าเราจะมีห้องนอนส่วนตัว แต่พื้นที่ส่วนกลางต่างๆ เราก็ต้องใช้ร่วมกับคนอื่น ซึ่งบางคนอาจจะชอบความเงียบสงบมากๆ ก็อาจจะต้องพิจารณาตรงนี้ให้ดีว่าเราสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีคนเยอะๆ ได้มากน้อยแค่ไหน อีกเรื่องคือเรื่องของกฎระเบียบค่ะ Co-living ส่วนใหญ่จะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันจำกัดอิสระไปบ้างก็ต้องลองศึกษาดูก่อนค่ะ และสุดท้ายคือเรื่องของเพื่อนร่วมบ้านค่ะ แม้ว่าผู้ให้บริการจะมีการคัดกรองเบื้องต้น แต่การอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าก็ย่อมมีความท้าทายเสมอค่ะ แพรแนะนำว่าให้ลองไปดูสถานที่จริง พูดคุยกับผู้ดูแล และถ้าเป็นไปได้ก็ลองหาโอกาสคุยกับคนที่พักอยู่ก่อนจะตัดสินใจก็ได้นะคะ จะได้รู้ว่าบรรยากาศจริงๆ เป็นยังไงบ้าง

ความสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลาง

หัวใจสำคัญของ Co-living คือการแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลางก็จริง แต่ความเป็นส่วนตัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ ห้องนอนส่วนตัวของเราควรเป็นพื้นที่ที่เราสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ มีความเป็นสัดส่วนชัดเจน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบครัน แพรเคยเจอ Co-living บางที่ที่ห้องนอนเล็กมากๆ หรือเสียงดังจากพื้นที่ส่วนกลางเข้ามารบกวนได้ง่าย ทำให้การพักผ่อนไม่เต็มที่เลยค่ะ ดังนั้นเวลาที่เราไปดูสถานที่จริง ลองสังเกตดูว่าห้องส่วนตัวของเรามีความเงียบสงบเพียงพอไหม การกั้นห้องแน่นหนาแค่ไหน และมีพื้นที่สำหรับเก็บของส่วนตัวมากพอสำหรับเราหรือเปล่า เพราะถึงแม้เราจะชอบเข้าสังคม แต่บางทีเราก็ต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อชาร์จพลังให้ตัวเองบ้างใช่ไหมคะ

กฎระเบียบและวัฒนธรรมของ Co-living แต่ละแห่ง

Co-living แต่ละแห่งก็จะมีกฎระเบียบและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปนะคะ บางที่อาจจะเน้นการจัดกิจกรรมบ่อยๆ เพื่อให้คนในคอมมูนิตี้ได้มาทำความรู้จักกัน บางที่อาจจะเน้นความเงียบสงบ เหมาะสำหรับคนที่ชอบทำงานเงียบๆ มากกว่า หรือบางที่ก็อาจจะมีกฎเรื่องการใช้พื้นที่ส่วนกลาง การทำความสะอาด หรือเรื่องการนำสัตว์เลี้ยงเข้าพักที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจ แพรแนะนำให้เราสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ ให้ชัดเจน และพิจารณาดูว่าเราสามารถปฏิบัติตามกฎเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่เราจะได้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขและสบายใจที่สุดค่ะ เพราะถ้าหากกฎระเบียบไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเรา ก็อาจจะทำให้เราไม่มีความสุขกับการอยู่ Co-living ได้นะ

Advertisement

สำรวจทำเล Co-living ยอดนิยมในกรุงเทพฯ

สำหรับใครที่สนใจ Co-living ในกรุงเทพฯ ตอนนี้ก็มีตัวเลือกเยอะแยะมากมายเลยนะคะ มีตั้งแต่ทำเลใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ไปจนถึงทำเลที่เงียบสงบขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังคงความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตไว้ครบครัน จากที่แพรได้ศึกษาและสัมผัสมา ทำเลยอดนิยมส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นย่านที่เต็มไปด้วยแหล่งงาน แหล่งช้อปปิ้ง และสถานบันเทิงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองนั่นแหละค่ะ อย่างย่านอโศก ทองหล่อ เอกมัยนี่ก็เป็นทำเลฮอตฮิตเลย เพราะเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก ใกล้รถไฟฟ้า BTS และ MRT แถมยังมีร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆ เยอะแยะมากมายให้เราได้เลือกไปนั่งทำงานหรือแฮงค์เอาท์กับเพื่อนๆ อีกด้วย หรือจะเป็นย่านรัชดาภิเษก-สุทธิสาร ที่อยู่ใกล้กับโซนออฟฟิศ ก็มี Co-living น่าสนใจหลายแห่งเลยค่ะ ส่วนใครที่ชอบความคึกคักหน่อย ย่านวงเวียนใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าจับตามอง เพราะมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ และเดินทางไปโซนอื่นๆ ของกรุงเทพฯ ได้ง่ายมากๆ เลยค่ะ

ย่าน CBD ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง

ถ้าใครเป็นสายทำงานออฟฟิศ หรือชอบใช้ชีวิตแบบ Urban Lifestyle แพรแนะนำ Co-living ในย่าน CBD (Central Business District) เลยค่ะ อย่างย่านสุขุมวิท สาทร สีลม เนี่ย เป็นทำเลทองของ Co-living เลยก็ว่าได้ เพราะเดินทางสะดวกสุดๆ ใกล้รถไฟฟ้า BTS และ MRT ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเดินทางนานๆ ไปกับการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ แถมยังอยู่ใกล้กับแหล่งงาน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านอาหารอร่อยๆ และคาเฟ่เก๋ๆ อีกมากมาย ทำให้ชีวิตในแต่ละวันของเรามีสีสัน ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ แพรเคยไปเดินเล่นแถวอโศก ทองหล่อ ก็เห็น Co-living สวยๆ เก๋ๆ หลายที่เลยนะ มีทั้งแบบที่เป็นตึกสร้างใหม่ และแบบที่รีโนเวทมาจากอาคารเก่า ให้บรรยากาศที่แตกต่างกันไป ลองไปเลือกดูได้เลยค่ะว่าชอบสไตล์ไหน

ทำเลใกล้สถานศึกษาและแหล่งรวมคนรุ่นใหม่

นอกจากย่าน CBD แล้ว ทำเลที่อยู่ใกล้กับสถานศึกษาหรือแหล่งรวมคนรุ่นใหม่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ อย่างย่านรัชโยธิน เกษตร หรือลาดพร้าว ก็มี Co-living ที่ตอบโจทย์นักศึกษา หรือ First Jobber ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้ดีเลยค่ะ เพราะนอกจากจะเดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าแล้ว ยังอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน มีความสนใจคล้ายกันได้ง่ายขึ้น แถมย่านเหล่านี้ยังมีร้านอาหารราคาเป็นมิตร ร้านนั่งเล่น หรือ Co-working Space เจ๋งๆ อีกเพียบ แพรเคยไปเยี่ยม Co-living แถวรัชโยธินมาค่ะ บรรยากาศอบอุ่นมากๆ มีมุมให้นั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือจะนั่งคุยเล่นกับเพื่อนๆ ก็ได้หมดเลยนะ มันคือการใช้ชีวิตที่ครบครันจริงๆ ค่ะ

คุณสมบัติ Co-living Community หอพัก/อพาร์ตเมนต์ทั่วไป คอนโดให้เช่าเดี่ยว
สัญญาเช่า ยืดหยุ่น (2 สัปดาห์ – 3 เดือน) ขั้นต่ำ 6 เดือน – 1 ปี ขั้นต่ำ 6 เดือน – 1 ปี
ค่าใช้จ่าย รวมบิลเดียว (ค่าน้ำ, ไฟ, เน็ต) แยกบิล (ค่าน้ำ, ไฟ, เน็ต, ส่วนกลาง) แยกบิล (ค่าน้ำ, ไฟ, เน็ต, ส่วนกลาง)
เฟอร์นิเจอร์ มีให้พร้อม บางที่มี/บางที่ไม่มี บางที่มี/บางที่ไม่มี
พื้นที่ส่วนกลาง หลากหลาย, ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ (Co-working, ฟิตเนส, ห้องครัว) จำกัด/ไม่มี จำกัด/ไม่มี
สังคม/คอมมูนิตี้ แข็งแกร่ง, มีกิจกรรมร่วมกัน ต้องสร้างเอง ต้องสร้างเอง
บริการเสริม ทำความสะอาด, ซ่อมบำรุง บางบริการมี/ต้องจ่ายเพิ่ม ต้องจัดการเอง

อนาคตของ Co-living ในประเทศไทย: โอกาสที่กำลังเติบโต

แพรเชื่อว่า Co-living จะกลายเป็นเทรนด์ที่อยู่อาศัยที่สำคัญในอนาคตของประเทศไทยอย่างแน่นอนค่ะ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่ค่าครองชีพและค่าที่อยู่อาศัยสูงขึ้นเรื่อยๆ และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น การมีสังคม และประสบการณ์มากกว่าการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ ตอนนี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายก็เริ่มหันมาสนใจและพัฒนาโครงการ Co-living กันมากขึ้นแล้วนะคะ บางโครงการก็ออกแบบมาอย่างสวยงาม ทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างเรามากๆ เลย แถมยังมีหลากหลายราคาให้เลือกสรร ตั้งแต่แบบ Budget ไปจนถึง Luxury ก็มีนะ แพรคิดว่าในอนาคตเราจะได้เห็น Co-living ในรูปแบบที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนค่ะ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คนเมืองอย่างเราๆ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุขในแบบที่เราเลือกเองได้

เทรนด์การเช่าที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่

ต้องยอมรับเลยว่าคนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่ได้ยึดติดกับการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เหมือนคนรุ่นก่อนๆ แล้วนะคะ หลายคนเลือกที่จะ “เช่า” มากกว่า “ซื้อ” เพราะต้องการความยืดหยุ่นทางการเงิน และไม่อยากผูกมัดกับภาระหนี้ระยะยาว ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การซื้อบ้านหรือคอนโดสักหลังไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ไหนจะราคาที่สูงลิ่ว ดอกเบี้ยที่แพงขึ้น ไหนจะภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงอีก Co-living จึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ได้อย่างลงตัว เพราะช่วยให้เราสามารถมีที่พักอาศัยที่สะดวกสบาย มีคุณภาพ ในราคาที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้ง แถมยังสามารถเปลี่ยนที่อยู่ได้ง่ายๆ ตามความต้องการและโอกาสในชีวิต แพรเชื่อว่าเทรนด์ “Generation Rent” นี้จะยังคงเติบโตต่อไปเรื่อยๆ และ Co-living จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในอนาคตค่ะ

การพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย

ในอนาคต แพรเชื่อว่าผู้ประกอบการ Co-living จะต้องมีการพัฒนาโครงการให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มได้มากยิ่งขึ้นนะคะ ไม่ใช่แค่กลุ่มคนโสดหรือ Digital Nomad เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่น Co-living สำหรับผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงดีและต้องการสังคม หรือ Co-living ที่มีแนวคิดเรื่องความยั่งยืน การรักษ์โลกเข้ามาเกี่ยวข้อง การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางก็จะมีความครีเอทีฟและหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้มีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจจริงๆ อย่าง Co-living บางที่ก็เริ่มมีบริการเฉพาะทาง เช่น ห้องครัวสำหรับสายเชฟ ห้องสตูดิโอสำหรับศิลปิน หรือแม้กระทั่งพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์เลี้ยงก็มีนะ คือเรียกได้ว่าจะมีการปรับตัวให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์จริงๆ ค่ะ แพรตื่นเต้นที่จะได้เห็น Co-living ในรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากๆ เลยค่ะ

Advertisement

ปิดท้ายกันหน่อยนะคะ

Co-living ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ที่พักอาศัยชั่วคราว แต่มันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างแท้จริงเลยค่ะ จากประสบการณ์ตรงของแพรที่ได้ลองใช้ชีวิตแบบ Co-living มาแล้ว ทำให้แพรได้ค้นพบว่าความยืดหยุ่นทางการเงิน การมีสังคมที่ดี รวมถึงความสะดวกสบายแบบครบวงจร ล้วนเป็นสิ่งที่ Co-living ตอบโจทย์ได้อย่างไม่มีที่ติ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหาอิสระและโอกาสในการเติบโต ไม่ว่าคุณจะเป็นคนโสดที่กำลังมองหาเพื่อนใหม่ หรือ Digital Nomad ที่ต้องการพื้นที่ทำงานและพักผ่อนที่มีคุณภาพ Co-living ก็พร้อมจะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ แพรหวังว่าข้อมูลที่แพรนำมาแบ่งปันในวันนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนตัดสินใจเลือกทางเดินที่เหมาะสมกับตัวเองได้นะคะ ชีวิตในเมืองหลวงจะไม่เหงาและโดดเดี่ยวอีกต่อไป ถ้าคุณเปิดใจให้กับ Co-living ค่ะ!

เกร็ดความรู้ดีๆ ที่ไม่ควรพลาด

1. ก่อนตัดสินใจเข้าพัก ควรเข้าไปดูสถานที่จริง สัมผัสบรรยากาศ และสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ให้ครบถ้วนนะคะ จะได้มั่นใจว่าตอบโจทย์ความต้องการของเราจริงๆ ค่ะ

2. ทำความเข้าใจกฎระเบียบและวัฒนธรรมของ Co-living แต่ละแห่งให้ดีก่อน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุข เพราะแต่ละที่ก็มีสไตล์ไม่เหมือนกันค่ะ

3. พิจารณาเรื่องความเป็นส่วนตัวของเราให้รอบคอบ แม้จะมีห้องส่วนตัว แต่พื้นที่ส่วนกลางต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น การปรับตัวเข้ากับสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยค่ะ

4. ลองมองหา Co-living ที่มีทำเลใกล้กับแหล่งงาน สถานศึกษา หรือสถานที่ที่เราต้องเดินทางไปบ่อยๆ จะช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้เยอะเลยค่ะ

5. เปิดใจสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วม Co-living นะคะ เพราะนี่คือโอกาสทองในการสร้าง Connection ใหม่ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหาแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับตัวเองค่ะ

Advertisement

สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

Co-living เป็นมากกว่าที่พัก แต่คือไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ยุคนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบทั้งความยืดหยุ่นทางการเงินด้วยค่าใช้จ่ายรวมที่ชัดเจน การสร้าง Connection ไม่รู้จบกับคอมมูนิตี้ที่หลากหลาย ความสะดวกสบายครบวงจรเหมือนโรงแรม และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตัวเองผ่านการเรียนรู้และแรงบันดาลใจจากเพื่อนร่วมทาง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนโสดและ Digital Nomad ที่ต้องการชีวิตในเมืองที่ง่ายขึ้น มีสีสันขึ้น และมีความสุขมากขึ้น แพรแนะนำเลยค่ะว่านี่คือทางเลือกที่ใช่ ที่จะทำให้ชีวิตคุณไม่เหงาและมีคุณภาพได้อย่างแท้จริง!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: Co-living แตกต่างจากการเช่าคอนโดหรือหอพักทั่วไปยังไงคะ?

ตอบ: อื้อหือ คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะ! แพรขอเล่าจากประสบการณ์ตรงนะคะ เวลาเราเช่าคอนโดหรือหอพักปกติเนี่ย เราก็จะได้พื้นที่ส่วนตัวเป็นหลักใช่ไหมคะ อาจจะมีส่วนกลางบ้างแต่ก็ใช้แค่ไม่กี่คน หรือใช้แค่บางทีเท่านั้น แต่ Co-living เนี่ย มันไม่ใช่แค่ห้องเช่าที่เราเอาหัวไปซุกนอนอย่างเดียวเลยค่ะ!
หัวใจสำคัญของมันคือ ‘การแบ่งปัน’ และ ‘คอมมูนิตี้’ ค่ะอย่างแรกเลยคือเรื่อง ‘พื้นที่ส่วนกลาง’ ค่ะ ที่ Co-living เขาจัดเต็มมากค่ะ ไม่ใช่แค่ฟิตเนสหรือสระว่ายน้ำธรรมดาๆ นะคะ แต่จะมีพื้นที่ทำงาน Co-working Space ที่ออกแบบมาอย่างสวยงามพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ห้องครัวส่วนกลางขนาดใหญ่ที่เชฟกระทะเหล็กในตัวคุณต้องกรี๊ด!
หรือแม้แต่พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ แทบทุกวัน ไม่ต้องกลัวเหงาเลยค่ะต่อมาคือเรื่อง ‘กิจกรรม’ ค่ะ แพรเคยไปอยู่ใน Co-living ที่เขามีกิจกรรมเวิร์คช็อป ทำอาหาร ดูหนัง หรือปาร์ตี้เล็กๆ ในวันหยุดบ่อยมาก ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่มีความสนใจคล้ายกัน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจริงๆ ซึ่งต่างจากการอยู่คอนโดที่เราอาจจะแค่ทักทายกับเพื่อนบ้านตามมารยาทเท่านั้นเองค่ะและที่สำคัญที่สุดคือ ‘ความยืดหยุ่น’ ค่ะ สัญญาเช่าของ Co-living มักจะยืดหยุ่นกว่าคอนโดทั่วไปค่ะ บางที่เริ่มตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือนก็มี ทำให้เหมาะกับคนที่ยังไม่มั่นใจว่าจะอยู่นานแค่ไหน หรือคนที่ชอบเปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อยๆ อย่างพวก Digital Nomads นี่ตอบโจทย์สุดๆ เลยค่ะ ไม่ต้องมาปวดหัวกับสัญญาปีต่อปีให้ยุ่งยากด้วยนะคะ!

ถาม: ใครบ้างที่เหมาะกับ Co-living Community คะ?

ตอบ: จากที่แพรเห็นและคลุกคลีกับ Co-living มาพักใหญ่ๆ เนี่ย แพรบอกได้เลยว่า Co-living เหมาะกับคนหลายกลุ่มมากเลยค่ะ แต่ถ้าจะให้ฟันธงว่าใครเหมาะสุดๆ ก็ต้องเป็นคนกลุ่มนี้เลยค่ะ:1.
คนทำงานรุ่นใหม่ หรือ First Jobber ในกรุงเทพฯ: พวกเราที่เพิ่งเริ่มทำงานในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เนี่ย มักจะเจอปัญหาค่าเช่าที่พักแพงหูฉี่ใช่ไหมคะ Co-living ช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ได้มากเลยค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายรวมๆ มักจะถูกกว่าการเช่าคอนโดเอง แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ต้องมานั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์เองให้วุ่นวายด้วยค่ะ ที่สำคัญคือได้เพื่อนใหม่และคอนเนกชั่นดีๆ จากหลากหลายสายงาน ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อหน้าที่การงานในอนาคตของเราก็ได้นะ!
2. Digital Nomads หรือ Freelancers: ใครที่ทำงานอิสระ ชอบเปลี่ยนที่ทำงานไปเรื่อยๆ หรือเดินทางบ่อยๆ เนี่ย Co-living คือสวรรค์ของคุณเลยค่ะ! เพราะคุณจะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน มี Co-working Space ที่พร้อมใช้งาน แถมยังได้เจอคนที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กัน ได้แลกเปลี่ยนไอเดีย สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงานเลยค่ะ แพรเองก็รู้สึกว่า Productivity พุ่งกระฉูดเวลาได้อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ค่ะ!
3. นักเรียนนักศึกษาที่อยากมีสังคมและประหยัดค่าใช้จ่าย: จริงๆ แล้ว Co-living ไม่ได้จำกัดแค่คนทำงานนะคะ น้องๆ นักเรียนนักศึกษาที่ต้องมาเรียนต่อในเมืองใหญ่แล้วอยากประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังอยากได้คุณภาพชีวิตที่ดี มีสังคมใหม่ๆ ก็น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ได้ฝึกภาษา ได้มุมมองใหม่ๆ ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีเลยนะคะสรุปง่ายๆ คือ ถ้าคุณเป็นคนเปิดใจ อยากเจอเพื่อนใหม่ๆ ชอบความสะดวกสบาย ไม่อยากเหงา และอยากได้ที่พักคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ Co-living นี่แหละคือคำตอบของคุณเลยค่ะ!

ถาม: เรื่องค่าใช้จ่ายและการทำสัญญา Co-living เป็นยังไงบ้าง มีความยืดหยุ่นจริงไหมคะ?

ตอบ: อันนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ! เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นสิ่งที่เราต้องคิดให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจใช่ไหมคะ จากที่แพรได้สอบถามและเห็นมาหลายที่ Co-living เนี่ย เค้ามีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแตกต่างจากการเช่าแบบดั้งเดิมพอสมควรเลยค่ะโดยทั่วไปแล้ว ‘ค่าเช่า Co-living’ มักจะรวมบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างไว้แล้วค่ะ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ค่าทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง และค่าใช้พื้นที่ส่วนกลางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Co-working Space, ห้องครัว, ฟิตเนส หรือบางที่อาจจะมีกิจกรรมรวมกลุ่มให้ด้วยนะคะ ซึ่งถ้าเราเอามาเทียบกับการเช่าคอนโดแล้วต้องจ่ายค่าใช้จ่ายพวกนี้แยกต่างหาก บอกเลยว่า Co-living มักจะคุ้มค่ากว่าในภาพรวมค่ะ ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องบิลยิบย่อยรายเดือนด้วยนะส่วนเรื่อง ‘สัญญา’ เนี่ย อันนี้แหละคือจุดแข็งที่แพรชอบมากค่ะ!
Co-living ส่วนใหญ่จะมีความยืดหยุ่นสูงกว่าการเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปมากๆ เลยค่ะ เราสามารถเลือกสัญญาเช่าได้หลากหลายรูปแบบเลยค่ะ ตั้งแต่รายเดือน (สำหรับคนที่อยากทดลองอยู่ดูก่อน หรือคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ) ไปจนถึงราย 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็มีให้เลือกค่ะ ทำให้เราไม่รู้สึกผูกมัดนานเกินไป ถ้าเกิดมีเหตุต้องย้ายงานหรือเปลี่ยนแผนการใช้ชีวิต ก็ทำได้ง่ายกว่าเยอะค่ะแต่ก็มีข้อควรระวังนิดนึงนะคะ บางที่อาจจะมีค่ามัดจำล่วงหน้าอยู่บ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการเช่าที่พักค่ะ แพรแนะนำว่าก่อนตัดสินใจจองที่ไหน ลองเข้าไปดูสถานที่จริง พูดคุยสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขสัญญาให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ จะได้ไม่มีอะไรต้องกังวลใจภายหลังค่ะ รับรองว่าถ้าเลือกที่ที่ใช่ ชีวิตคุณจะดีขึ้นเยอะเลยค่ะ!

✅ 자주 묻는 질문

📚 อ้างอิง